วันพุธที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๙

Internet of Things (IoT) ตอนที่ 1

Internet of Things: IoT แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง หนังสือบางเล่มจะเขียนในลักษณะ internet of (every) things เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจโดยตรงทันที ไม่ต้องมีคำอธิบายความหมายก็เข้าใจได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผลิตขึ้นมาตั้งแต่นี้เป็นต้นไปต้องให้สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตให้ได้”

IoT เกิดจากการพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้ในระดับนาโน มีสื่อสารอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ และทั่วโลกรองรับ มีตัว Sensor เกือบทุกชนิดเกิดขึ้นในราคาที่ถูก และมีระบบสมองฝังตัวแบบเดิมที่ใช้อยู่แล้ว และพัฒนาเป็นขนาดเล็ก และสร้างขึ้นมาได้ง่ายกว่าเดิม และสุดท้ายมี cloud computing ให้ใช้เพื่อเก็บข้อมูล และประมวลผล ดังนั้น มันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำเอาประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อเข้าโลกอินเทอร์เน็ตมาจากที่ไหนก็ได้ ตลอดเวลา

ทิศทางที่แล้วมาและในอนาคตของ IoT

SRI เป็นองค์กรที่ให้คำปรึกษาด้านธุรกิจได้เก็บข้อมูลและทำนายไว้ว่า นับตั้งแต่ปี 2000 มีการใช้ RFID ในธุรกิจ supply-chain ในระยะ 10 ปีต่อมาก็มีการนำมาใช้กับธุรกิจ การรักษาความปลอดภัย สุขภาพอนามัย การขนส่ง อาหารปลอดภัย และคาดว่าในปี 2020 จะมีระบบติดตามตัว ทราบตำแหน่งที่อยู่บุคคลได้ และคาดว่าต่อไปภาคหน้าจะเป็นยุคของ physical-world web ไม่ใช่ world wide web อีกต่อไปแล้ว

Gartner เป็นองค์กรที่สำรวจด้านกิจการต่างของวงการอินเทอร์เน็ต ได้พบว่า 10 ลำดับของเทคโนโลยีในปี 2016 นี้ มีดังนี้
10. ได้แก่ สถาปัตยกรรมและแพลตฟอร์มของ IoT
9. ได้แก่ App ที่เชื่อมโยงกัน และสถาปัตยกรรมบริการ (service architecture)
8. ได้แก่ ระบบสถาปัตยกรรมขั้นสูง (advanced system architecture)
7. ได้แก่ สถาปัตยกรรมความปลอดภัยที่ปรับตัวเองได้ (adaptive security architecture)
6. ได้แก่ ระบบชาญฉลาดอัตโนมัติ
5. ได้แก่ การสอนให้เครื่องจักรกลเรียนรู้ได้ในขั้นสูง (advanced machine learning)
4. ได้แก่ สารสนเทศของทุกสรรพสิ่ง (information of everything)
3. ได้แก่ 3-D printing
2. ได้แก่ ประสบการณ์การใช้งานของบุคคล
1. ได้แก่ อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อถึงกัน

มาดูกันว่าเขากำลังทำอะไรกันอยู่กับเทคโนโลยีในปัจจุบัน

องค์กรที่ชื่อว่า Eclipse foundation ได้สำรวจ พบว่าเทคโนโลยี IoT มากที่สุด และลำดับต่อมาดังภาพ




จะพบว่าลำดับ 1 ซอฟต์แวร์สมองฝังตัว ทิ้งห่าง Web และ Big data และอื่น ๆ

แนวการประยุกต์ใช้ในงาน IoT ได้แก่  

การขนส่ง  อาคารที่อยู่อาศัย สำนักงานฉลาด ๆ  เมืองฉลาด ๆ การใช้ชีวิตประจำวัน  เกษตรกรรม โรงงานอุตสาหกรรม ห่วงโซ่อุปทานในธุรกิจส่งสินค้า งานด้านฉุกเฉิน สุขภาพ อนามัย ปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้งาน เป็นต้น

แล้วท่านผู้อ่านมีความคิดจะเอา IoT ไปทำอะไรให้โลกนี้น่าอยู่ น่าอภิรมณ์ บ้างครับ


---------------------------------------





วันเสาร์ที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗

การเลี้ยงหมูหลุม

เนื่องจากได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบโครงการเลี้ยงหมูหลุม ของศูนย์ถ่ายทอดเศรษฐกิจพอเพียงของมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา  วันนี้จึงได้ค้นคว้า เมื่อได้ความรู้ สารสนเทศแล้ว จึงนำมาเขียนเพื่อเป็นความจำ และถ่ายทอดไปยังผู้อ่านที่สนใจด้วย

หมูหลุม เป็นชื่อที่บ่งบอกถึงวิธีการเลี้ยง หรือบอกถึงลักษณะโรงเรือน โดยการทำโรงเรือนให้มีความลึก โดยการขุดพื้นดินลงไปตั้งแต่ 70-90 ซม. การเลี้ยงแบบนี้ เป็นวิธีเลี้ยงหมูของคนเกาหลีใต้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อลดต้นทุนของเกษตรกรที่ต้องการให้ครบวงจร นั่นคือ การนำเศษพืช หรืออาหารเหลือใช้มาเป็นอาหารหมู ในขณะเดียวกันของขับถ่ายของหมู จะถูกหมักเพื่อทำเป็นปุ๋ยหมักเพื่อนำไปเป็นปุ๋ยอินทรีย์ปลูกพืชต่อไป ในขณะที่เราสามารถขายหมูได้กำไรแล้ว ยังลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีได้ทั้งหมด เช่น ถ้าเลี้ยงหมูหลุม 5 เดือน จำนวน 10 ตัว จะได้ปุ๋ยอินทรีย์ถึง 50-60 กระสอบทีเดียว รายละเอียดต่าง ๆ มีดังนี้


  • การสร้างโรงเรือน
โรงเรือนจะต้องหาพื้นที่ที่สูง ไม่มีน้ำขัง อากาศปลอดโปร่ง ปลูกโรงเรือนทิศตะวันออก-ตก เพื่อไม่ให้แสงแดดส่องถึงตัวหมู

ความกว้าง ยาวที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงหมู
จำนวนหมู 10 ตัว กว้าง 3 เมตร ยาว 6 เมตร 
จำนวนหมู 4 ตัว กว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร ในกรณีที่มีพื้นที่จำกัด แต่หากต้องการเลี้ยงแม่พันธุ์ จะใส่หมูเพียง 1 ตัวเท่านั้น
หากต้องการเลี้ยง 20 ตัวควรแบ่งเป็น 2 คอก เพราะหมูจะแออัดแย่งอาหารกัน

ความสูงโรงเรือน ตามความเหมาะสม และสะดวกการเข้าไปใช้งาน คือ ไม่ควรต่ำกว่า 1.8 เมตร (ในส่วนที่ต่ำที่สุด) มุงหลังคาด้วยวัสดุที่มีในท้องถิ่นราคาถูก ๆ เช่น ตับจาก หญ้าแฝก ใบตาล เป็นต้น
รูปทรงควรเป็นหน้าจั่ว  แต่ถ้ากว้าง 2 เมตร จะใช้เพิงหมาแหงนจะดีกว่า

เสาโรงเรือน ควรเป็นวัสดุที่คงทน เช่น ไม้เสาเนื้อแข็ง เสาปูนคอนกรีต เป็นต้น

การขุดหลุมภายในโรงเรือน ควรขุดลึก 70-100 ซม. ถ้าต้องการปุ๋ยคอกจำนวนมาก ควรลึก 1 เมตร 
ด้านขอบหลุมทั้งสี่ด้าน ให้ก่ออิฐบล็อกจากขอบบ่อขึ้นไปถึงระดับดิน โดยเพิ่มอิฐบล็อกอีก 1 แผ่น ก่อให้แข็งแรง อย่าให้ดินทรุดลงมาทำลายบล็อกซีเมนต์ได้ พื้นล่างสุดไม่มีการเทปูนรองใด ๆ ทั้งสิ้น ให้เป็นดินอย่างเดียว

การสร้างผนังกั้น มักนิยมใช้แผ่นไม้ที่เหลือใช้มากั้น หรือใช้กิ่งไม้ใหญ่ ๆ ตีเป็นช่อง ๆ ให้ลมผ่านได้ เช่น ทางใบตาล (ภาษาใต้เรียกว่า ทางโหนด) หรือ ไม้สน แต่ถ้าต้องการคงทน ทำเป็นอาชีพ เขาแนะนำให้เป็นซีเมนต์บล็อก มีช่องอากาศรูใหญ่ ความสูงประมาณ 1 เมตร 

การทำรางอาหารให้หมู ควรทำรางด้านนอก ข้างใดข้างหนึ่ง โดยมีช่องให้หมูโผล่หัวมากินได้ช่องละ 1 ตัว เพื่อไม่ให้หมูแย่งอาหารกันกิน รางทำด้วยซีเมนต์ลาดให้เป็นหลุม กว้าง ยาวตามความเหมาะสม

  • การเตรียมการเลี้ยง
วัสดุที่ใส่ในหลุมประกอบด้วย แกลบ ขี้วัว หรือวัสดุสำหรับทำปุ๋ยหมัก เช่น หยวกกล้วยที่หั่นแล้ว จำนวน 1 ส่วน  รำ และเกลือแกง น้ำหมักจุลินทรีย์

ขั้นตอนการเตรียมหลุม
  1. ใส่หยวกกล้วย เศษพืช หญ้าแฝกรองพื้นในชั้นแรก หนาประมาณ 30 ซม. ราดด้วยน้ำจุลินทรีย์
  2. ใส่แกลบที่ผสมด้วยขี้วัว ขี้หมู ในชั้นที่ 2 หนา 30 ซม. เช่นกัน 
  3. ชั้นที่ 3 ใส่แกลบ 10-15 กระสอบ ผสมรำหยาบ 15 กก. เกลือแกง 1 กก. หนา 30 ซม. ราดด้วยจุลินทรีย์และน้ำจนชวก ทิ้งไว้ 10-15 วัน หรือจนกลิ่นแก๊สหมด หากปล่อยหมูทันที จะทำให้หมูดมกลิ่นแก๊ส จนตายได้
  • การคัดเลือกพันธุ์หมู
ควรเลือกพันธุ์ที่ดี อายุ 1-1.5 เดือน น้ำหนัก 10-15 กก. 

  • การให้อาหาร 
ใช้อาหารสำเร็จรูป 25 % ใช้พืช เช่น หยวกกล้วย ผัก 75 % หรือเศษอาหารจากโรงอาหารแทนได้ ควรผสมน้ำหมักจุลินทรีย์เล็กน้อยด้วย
ให้อาหารวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น
การให้น้ำ แบบอัตโนมัติที่หมูสามารถกินเองได้ หาซื้อที่ร้านอุปกรณ์การเกษตรหรือร้านขายอุปกรณ์ประปาขนาดใหญ่ จะมีขาย

ควรราดน้ำหมักจุลินทรีย์สัปดาห์ละ 2 ครั้ง