วันพุธที่ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

น้ำเอย น้ำมัน

       สวัสดีครับ พี่น้องชาวไทย  หลังจากห่างหายไปนานหลายเดือน ผมไม่ได้เขียนบล็อกเลย แทบจะไม่ได้เข้ามาเขียนหรือเข้ามาอ่านของใคร ๆ เลย  ด้วยเหตุผลหลายประการ ตั้งแต่สภาวะทางการเมือง  เศรษฐกิจ  การเรียนและอื่น ๆ ผมแทบจะไม่มีความสุนทรีย์ในอารมณ์  ในการเขียนเลย   แต่มาเมื่อวานนี้ (10 มิ.ย. 51) ได้ดูข่าวการขึ้นราคาน้ำมันทั่วโลกเพิ่มขึ้นอีกนับ 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็น 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นการขึ้นราคาที่พุ่งอย่างงวบงาบ  เมื่อเปรียบเทียบกับในอดีตจะขึ้นเพียงครั้งละ 1-3 ดอลลาร์ และลดลงบ้างแต่ในปัจจุบันมีแต่ขึ้น  วันละ 1-3 ดอลลาร์ แต่ไม่ลดลงเลย และทุก ๆ วัน บริษัทน้ำมันก็ขึ้นราคาวันละ 50-80 สตางค์ต่อลิตร คนเราก็เติมกันได้ทุกวัน  มีบ่นกันบ้างแต่ก็จำเป็นต้องเติม ไม่มีทางออก มีธุรกิจขนส่งเริ่มประท้วง กลุ่มเกษตรกร ประมงประท้วง  ต่างก็หวังให้รัฐบาลช่วยเหลือเยียวยา 

  พี่น้องชาวไทยที่รักครับ  ผมต่อให้รัฐบาลไหน ๆ ก็ช่วยไม่ได้ เพราะว่ากลไกทางการตลาดมันเป็นไปตามดีมานด์และซัพพลาย เมื่อผู้ผลิตมีน้อย ผู้บริโภคมีมากกว่า การกำหนดราคาย่อมขึ้นอยู่กับผู้ผลิต และมีปัจจัยอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง ได้แก่ การเก็งกำไรของธุรกิจในตลาดผู้ซื้อขาย การอ่อนของเงินสกุลดอลลาร์ที่เกิดจากหนี้อสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของอเมริกาเอง นักเก็งกำไรก็เป็นอเมริกัน 

   ถ้าจะให้ราคานำ้มันลดลงทั่วโลก ตามความเห็นของผมนั้นมีหลายวิธีที่จะเสนอแนะ ดังนี้
  1. รัฐบาลทุกประเทศประกาศนโยบายร่วมกันจะสนับสนุนการผลิตเครื่องยนต์ทีไม่ใช้น้ำมัน อาจเป็นไฟฟ้า หรือไนโตรเจนเหลว หรืออื่น ๆ การประกาศร่วมกันเพื่อเป็นจิตวิทยาบอกไปยังโอเปคว่าทั่วโลกรับไม่ได้กับราคานี้
  2. ในมาตรการระยะสั้น ประชาชนต้องร่วมมือร่วมใจกันลด ละ เลิก ใช้นำ้มัน หรือใช้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น โดยเฉพาะรถยนต์ส่วนบุคคล ให้หันมาใช้รถสาธารณะให้มากขึ้น ถ้าระยะใกล้ ๆ ให้เดินหรือใช้จักรยาน 
  3. การขึ้นราคาน้ำมันแบบเดิม ๆ ที่ขึ้นทีละ 50-80 สตางค์นั้นไม่ดี ไม่เหมาะสม เพราะด้วยจิตวิทยาของผู้ใช้รถมักจะคิดว่าขึ้นไม่เท่าไหร่ ปรับตัวได้และค่อย ๆ ปรับ แต่ถ้าขึ้นทีละ 3-5 บาทต่อลิตรหลาย ๆ คนคงคิดหนักขึ้น  อย่างเช่นประเทศมาเลเซีย เขาอั้นราคาพยุงเอาไว้ แล้วอั้นไม่ไหวประกาศขึ้นราคาทีเดียว 41 เปอร์เซนต์  ประชาชนตะลึงงงงันกับรัฐบาลมีการประท้วงกันบ้าง แต่ต้องจำใจ เพราะทั่วโลกเขาต่างก็ใช้น้ำมันแพง  ประชาชนเขาต้องใช้จ่ายประหยัดเอาเอง แบบนี้อยากให้ใช้กับเมืองไทยบ้าง
  4. รัฐบาลไทยต้องประกาศนโยบายด้านพลังงานทันที เช่น จากนี้ไปไทยจะผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์  ส่งเสริมพลังงานทดแทน  พลังงานลม พลังงานจากแสงอาทิตย์ โดยไม่เก็บภาษีนำเข้า และส่งเสริมให้ผลิตในประเทศไทย  นอกจากนี้จะเน้น สนับสนุนให้มีรถสาธารณะที่มีการบริการดี ๆ มีการแข่งขัน มีที่นั้งในชั่วโมงเร่งด่วน  เก็บภาษีผู้ใช้รถยนต์ส่วนตัวที่นั่งเพียงคนเดียวให้มากขึ้น
ในระยะช่วงสองปีมานี้ผมใช้รถทัวร์ปรับอากาศชั้นสองของ บขส. เพื่อไปเพชรบุรีในทุก ๆ วันเสาร์และกลับในวันอาทิตย์ ในตอนแรกรถบขส. มีผู้โดยสารไม่ถึงครึ่งหนึ่ง จะเลือกนั่งตรงที่นั่ง ๆ ใด ๆ ก็ได้ตามสะดวก แต่มาระยะหลัง บริษัทเอกชนขอขึ้นราคา คนหันมาใช้บริการของบขส. กันมากขึ้นจนเกือบเต็มคันรถ บางทีต้องไปจองตั้งแต่ตอนเที่ยง ไม่อย่างนั้นจะไม่ได้ไป เพราะ บขส.ประกาศไม่ขึ้นราคา ในขณะนั้น 

ผมสังเกตุว่าในตอนนี้ผู้ใช้รถสาธารณะมีมากขึ้น  ธุรกิจขนส่งยังอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องปรับราคา เพราะผู้ใช้เต็มคันรถ ไม่ว่าจะเป็นรถสองแถว หรือรถเมล์ระหว่างอำเภอหรือจังหวัด  เมื่อถัวเฉลี่ยแล้วพออยู่ได้ก็สมควรยืนราคาเดิม  แต่เมื่อขึ้นราคาค่าโดยสารตามความต้องการ เช่นจากเดิม รถสองแถวรอบเมืองจาก 10 บาทเป็น 15 บาท กลุ่มผู้โดยสารที่มีรถส่วนตัวจะคำนวณว่าเมื่อใช้รถส่วนตัวไปนั้นราคาไม่ต่างกัน เขาจะไม่ยอมใช้บริการรถสาธารณะ   เหล่านี้เป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมที่ค่อย ๆ เป็นค่อยไป 

แต่เมื่อเปรียบเทียบกับผมแล้ว ความเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อปรับตัวรับกับราคาน้ำมันของผมนั้น  ผมปรับเปลี่ยนตั้งแต่ราคาน้ำมันลิตรละ 18 บาท เมื่อ 3 ปีที่แล้วโน่น   เริ่มแรกผมต้องขับรถยนต์ส่วนตัวมาทำงานทุกวัน วันละ 25 กม. ไปกลับเป็น 50 กม. ผมคิดจะใช้บริการรถเมล์กับรถสองแถว ค่ารถสองแถว 10 บาท รถเมล์อีก 18 บาท รวม 28 ไปกลับรวม 56 บาท  ทดลองใช้บริการอยู่ 2-3 วัน รถเมล์ต้องขึ้นระหว่างทางซึ่งมีผู้โดยสารเต็มตลอด ไม่ได้นั่งเลย ต้องยืนและเบียดเสียดเยียดยัดยิ่งกว่าปลากระป๋อง แต่ช่วงระยะเวลาที่คอยคันต่อไปนั้นนานมากและเต็มอีกแล้ว เลยทำได้เพียงวันสองวันไม่เอาอีกแล้ว  ทีนี้จะลองหันมาใช้บริการรถตู้ เช่นเดิมอีกคือเต็มมาตั้งแต่ในเมืองแล้ว ผมขึ้นกลางทางไม่มีโอกาส  ตามจริงเขาน่าจะแก้ไขให้ปล่อยรถเร็วขึ้นในชั่วโมงเร่งด่วน ก็จะแก้ปัญหาได้ แต่ขนส่งไม่ยอมจัดการ เพราะมีบริษัทเจ้าเดียวไม่มีการแข่งขันกันบริการก็เป็นแบบนี้แหละ

หลังจากนั้นมีโอกาสได้เข้ามาศึกษาการใช้จักรยานจากเว็บของ www.thaimtb.com ทำให้ทราบว่าจักรยานดี ๆ สามารถปั่นทางไกลได้ โดยไม่เหน็ดเหนื่อยและมีคนที่ใช้จักรยานปั่นไปทำงานตั้งแต่หนุ่มจนเกษียณ ที่อยู่กทม. ก็ทำให้อยากลองดูบ้าง จึงไปซื้อ จักรยานเสือภูเขามา 8000 บาทพร้อมอุปกรณ์อื่น ๆ อีกประมาณ 2000 บาท ลองปั่นในเขตใกล้ ๆ บ้านดู โอเคเลย เหมาะมาก ลงตัว เปอร์เฟ็ค 100 เปอร์เซ็นต์ ได้ออกกำลังกายด้วย แถมไม่ต้องใช้น้ำมันเลย ปัจจุบันนี้ปั่นมาขึ้นปีที่ 3 แล้ว ได้ระยะทางรวมประมาณหนึ่งหมื่นกว่ากิโลเมตรแล้ว  ถ้าใครยังกล้า ๆ กลัว ๆ อยู่อยากแนะนำให้มาใช้การเดินทางด้วยจักรยานแบบผมครับ
และนี่คือลิงค์รูปถ่ายแนะนำการใช้จักรยานของผมครับ

วันพุธที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑

การเมือง เป็นเรื่องของคนทุกคน

ขึ้นประเด็นหัวข้อเรื่องนี้แล้ว ผู้อ่านบางท่าน อาจจะปิดเว็บนี้ หรือลิ้งค์ไปที่อื่นเสีย ไม่อยากยุ่งกับเรื่องน้ำเน่า เรื่องของอำนาจ บารมี ศักดิ์ศรี เรื่องของภาคนิยม เรื่องของพรรคในดวงใจข้าฯ ใครอย่ามาวิจารณ์ ฯลฯ และที่สำคัญคือ ใครที่ไหนก็ไม่รู้มาเขียนการเมืองให้อ่าน ดู ๆ เราก็ไม่เคยพูดคุยคอการเมืองกับใคร มาวันนี้นึกอย่างไรมาเขียนเรื่องนี้

ในอดีตตอนผมเรียนหนังสือระดับปริญญาตรี ได้ลงเรียนวิชา การเมืองการปกครอง มีอาจารย์บรรยายให้ฟังว่า "การเมืองเป็นเรื่องของกลุ่มผลประโยชน์ ที่จะเฝ้าระวังปกป้องไม่ให้กลุ่มของพวกตนสูญเสียผลประโยชน์ไป" ในตอนนั้นอยากจะเถียงอาจารย์ว่าคงไม่จริง อย่ามองการเมืองในเชิงลบเกินไป คงจะมีคนดีที่เห็นแก่ประเทศชาติคงจะมีอยู่ด้วยไม่มากก็น้อย แต่เมื่อมาทบทวนอีกที ที่อาจารย์พูดถูกต้องทีเดียว เพราะว่าไม่ว่าใครมาทำหน้าที่เป็นรัฐบาล บุคคลกลุ่มนั้นจะเข้ามาตักตวงเอาผลประโยชน์ไปให้กลุ่มของตนเอง ถึงแม้ว่าไม่ได้เป็นนักการเมืองก็เช่นเดียวกัน เช่น เป็นหัวหน้าฝ่าย หัวหน้าแผนก ผู้อำนวยการ คณบดี อธิการบดี ฯลฯ แม้แต่นักกฏหมายก็ไม่เว้น ซึ่งเราต้องกล่าวถึงรายละเอียดของการนิยามของคำว่า"กลุ่ม" เสียก่อน ยกตัวอย่างเช่น พรรคการเมืองหนึ่งมีบรรพบุรุษ พื้นฐานมีอาชีพเป็นเกษตกร เมื่อได้บริหารประเทศ จะมีนโยบายหรือออกกฏหมายให้สินค้าเกษตรมีราคาสูง มีการช่วยเหลือเกษตรกรในด้านการประกันราคาพืชผล อาจจะมีนโยบายกีดกันพ่อค้าคนกลาง อย่างนี้แสดงว่าเอื้อให้ผลประโยชน์ต่อกลุ่มของตน กีดกันผู้ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มของตนเอง ในทางกลับกันถ้ารัฐบาลที่มาจากกลุ่มพ่อค้า นโยบายหรือกฎหมายต่างๆ จะออกมาสนองต่อกลุ่มของตนเอง เช่น การขายรัฐวิสาหกิจที่มีผลกำไรดี ให้เข้าตลาดหลักทรัพย์ แล้วออกกฏให้กลุ่มพวกตนมีสิทธิซื้อหุ้นในราคาพาร์ ในจำนวนที่มาก ๆ ออกกฏว่าเมื่อขายได้กำไรไม่ต้องเสียภาษี อย่างนี้เป็นต้น นี่คือหลักการของการเมือง

ทีนี่มาว่ากันถึงเรื่องกลุ่มผลประโยชน์ที่ไม่ใช่การเมืองบ้าง เช่น ข้าราชการหรือผู้ที่ทำงานในส่วนของราชการรัฐวิสาหกิจ เมื่อมีโอกาสร่างระเบียบหรือออกกฏเกณฑ์ต่าง ๆ ก็ไม่แพ้การเมืองเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น ลูกจ้าง เมื่อเกษียณอายุจะไม่มีสิทธิ์รับเงินบำนาญ การเซ็นชื่อทำงานต้องเซ็นตอนเช้าและเย็น ส่วนข้าราชการเซ็นเช้าอย่างเดียว หรือบางหน่วยงานเซ็นสัปดาห์หรือเดือนละครั้ง เป็นต้น ทายซิว่าใครเป็นผู้เขียนกฏ ร่างกฏนี้ขึ้นมา

เราจะเห็นได้ว่าไม่ว่าใครจะมาบริหารประเทศ หรือบริหารองค์กร พวกเขาเหล่านั้นจะมองไปที่กลุ่มของตนเองก่อนเสมอ เพราะฉะนั้นการนิยาม "คนดี" ของ กกต. หรือของใคร ๆ จะให้นิยามแตกต่างกัน ถ้าถามชาวบ้านว่าคนดีที่เขาเลือกเป็นเช่นไร เขาอาจตอบว่า 'ตอนงานบวชลูกชาย มี "คนดี" มาช่วยงานให้เหล้า 1 ลัง' ก็ได้ บางคนนิยาม"คนดี" คือคนมีเงิน มีฐานะร่ำรวย มีนโยบายถูกใจชาวบ้านเหลือเกิน อันนี้เขาก็นิยามเป็นคนดีเสียแล้ว ความจริงตามหลักศาสนาหรือหลักของความจริงมีการกำหนดคุณลักษณะของคนดีเอาไว้แล้ว แต่ กกต. ไม่ยอมเอามาบอก หรือว่ากกต.ก็ยังนึกไม่ออกเหมือนกัน(ฮา) เอาไว้คราวต่อไปจะมาเขียนคุณลักษณะของคนดีมาให้อ่านกันครับ

เราจะเลือกคนดีอย่างไร คนดีในลักษณะการเมือง "ควรเป็นตัวแทนของคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ" ควรรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศ ประเทศไทยมีกลุ่มคนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร และรับจ้าง จึงสมควรเลือกตัวแทนของคนที่จะมาดูแลผลประโยชน์ให้กับคนเหล่านี้ ตามสภาพที่เป็นไปได้

ถ้าในครั้งนี้เราได้รัฐบาลเป็นใครที่ไหนก็ไม่รู้ มารักษาผลประโยชน์ให้ใครก็ไม่รู้ แล้วเราจะมีวิธีการจะจัดการ อย่างไร? มีบางคนเสนอแนะในบล็อก บล็อกหนึ่งว่า จะหาวิธีการที่จะไม่เสียภาษีหรือเสียภาษีให้น้อยที่สุด โดยการคำนวณว่าปีนี้จะเสียภาษีเท่าไร ให้นำเงินเหล่านั้นไปบริจาคซื้อวัสดุ ครุภัณฑ์ให้แก่ โรงเรียน แล้วนำใบเสร็จไปหักลดหย่อนภาษีให้หมด วิธีนี้เหมาะสำหรับบุคคลหรือองค์กรที่เสียภาษีมาก ๆ ซึ่งเหมือนๆ กับการเสียภาษีให้กับรัฐแต่ไม่ต้องให้รัฐไปใช้จ่ายในเรื่องที่ตนเองไม่เห็นด้วย (ไม่รู้มันเอาเข้ากระเป๋าใครบ้าง) ซึ่งถือเป็นการนำเงินของเราไปบริหารประเทศซะเอง วิธีนี้ก็เป็นทางออกที่ดี เหมาะกับคอการเมืองมาก ๆ

ถ้าเราบอกว่าไม่พอใจ สส. หรือคณะรัฐบาลปัจจุบันจะทำอย่างไร ผมมีข้อเสนอแนะดังนี้
  1. เขียนบล็อกบอกคนทั่วไปว่า เราไม่ชอบรัฐบาลนี้ ข้อนี้อย่าได้นิ่งเฉย แม้ไม่เกิดผล แต่เป็น feedback อย่างหนึ่งให้เขารู้ แต่ถ้าเขาทำดี เราจงแสดงความขอบคุณและให้กำลังใจเขาด้วย
  2. พูดคุยกับคนรอบข้างว่า เราไม่ชอบรัฐบาลนี้ด้วยเหตุผลใด
  3. เมื่อถึงขีดระดับความไม่พอใจเพิ่มขึ้น จงรวมกลุ่มกันแสดงความเห็น(บางคนเรียกว่าประท้วง) ว่าเราไม่เห็นด้วยนะ เลือกตั้งครั้งต่อไปจะต่อต้านเต็มที่
  4. เดินขบวณปลุกระดมให้พ่อแม่พี่น้องร่วมชะตากรรมเดียวกัน ให้ลุกฮือกันทั่วประเทศ
  5. ในการเลือกตั้งคราวหน้า ถ้าท่านคิดว่าท่านดีกว่าคนเก่า อย่าได้รีรอ รีบสมัครเข้าสังกัดพรรคการเมือง ลงสนามแข่งให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย

อันตัวกระผมเองเริ่มที่จะทนพฤติกรรมของนักการเมืองกับการย้ายข้าราชการชั้นสูงในขณะนี้ไม่ไหวแล้วเช่นกัน เพราะผมถือข้าราชการเป็นกลุ่มพวกพ้องเดียวกันกับผม การย้ายแต่ละคนก็ให้เหตุผลการย้ายที่ฟังไม่ขึ้น โกหก ไม่ละอายต่อบาป อยากบอกไปยังบุคคลทั่วไปว่า เราไม่เห็นด้วยกับการกระทำของรัฐบาลชุดนี้ และขอสาปแช่งให้ผลการกระทำของเขาเหล่านั้น ให้มีอันเป็นไป แต่ถ้าเขาทำโดยบริสุทธิ์ใจ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประชาชน และประเทศชาติก็ขอให้รับผลดีนั้น ๆ ด้วยเทอญ ขอเจริญพร สาธุ